3 ข้อควรรู้ เลือกซื้อเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้เหมาะกับการใช้งาน

1. รถยนต์ไฟฟ้าของคุณเป็นแบบไหน

นอกจากความสวยงาม ราคา ความปลอดภัย และความสนุกสนานในการขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าที่คุณให้ความสำคัญแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องให้ความสนใจไม่แพ้กันคือ เรื่องการชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า โดยสิ่งที่คุณจะต้องสอบถามจากพนักงานขายเพิ่มเติมคือ ขนาดของแบตเตอรี่รถยนต์และ on-board charger ของรถยนต์ขนาดเท่าไหร่ และหัวชาร์จรถยนต์เป็นแบบไหน เพราะมีผลต่อการใช้งานและการเลือกเครื่องชาร์จที่เหมาะสมกับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าของคุณ อีกทั้งคุณยังสามารถคำนวนได้คร่าวๆ ด้วยตัวเองเลยว่า หากคุณเลือกใช้เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเท่านี้จะทำให้คุณ  ชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์เต็มภายในกี่ชั่วโมงและยังสามารถประมาณการค่าใช้จ่ายในการชาร์จต่อครั้งได้อีกด้วย


สำหรับผู้ที่ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด(PHEV) อยู่แล้วและมีแผนในอนาคตอันใกล้ 1-2 ปีข้างหน้าว่าจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพิ่ม คุณควรเลือกเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถรองรับการชาร์จที่มากขึ้น เช่น 11-22 kW เนื่องจากในอนาคตขนาดแบตเตอรี่และ on-board charger จะมีการพัฒนาให้ใหญ่ขึ้น การซื้อเครื่องชาร์จเพื่อรองรับการชาร์จด้วยกระแสไฟสูงมากๆ ในอนาคตจะทำให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายไม่ต้องซื้อเครื่องชาร์จและติดตั้งเดินสายไฟใหม่อีกด้วย

2. พฤติกรรมการใช้ไฟในชีวิตประจำวัน

ทุกวันนี้คุณสะดวกชาร์จรถไฟฟ้าเวลากี่โมง และในเวลาดังกล่าวคุณใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอะไรบ้าง คำถามเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องตอบก่อนการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เพราะมีผลต่อขนาด           ของมิเตอร์ที่สามารถรองรับพฤติกรรมในการใช้ไฟในชีวิตประจำวันของคุณได้ โดยส่วนมากแล้วไฟบ้านปกติจะเป็น single phase (15/45) ซึ่งสามารถชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้แต่อาจจะต้องใช้เวลา       ในการชาร์จนานขึ้นและจะมีความเสี่ยงที่จะไฟตกเพราะกระแสไฟไม่เพียงพอ ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันปัญหาดังกล่าวและยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ผู้เชี่ยวชาญด้านไฟฟ้าขอแนะนำให้เปลี่ยนขนาดมิเตอร์สำหรับชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าดังนี้

–  รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และ ปลั๊กอินไฮบริด(PHEV) ขนาด on-board charger ไม่เกิน 7.4 kW ควรใช้มิเตอร์ขนาด single phase (30/100) หรือสูงกว่า เช่น three phase (30/100)
–  รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ขนาด on-board charger เกิน 7.4 kW ควรใช้มิเตอร์ขนาด three phase (30/100)

3. สถานที่ติดตั้งเครื่องชาร์จ

ก่อนการติดตั้งและคุยกับทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ คุณควรสำรวจความต้องการของตนเองก่อนว่าอยากให้ติดตั้งจุดไหนและพฤติกรรมการจอดรถของตนเอง เช่น จอดรถตรงไหน และ จอดท่าไหน เป็นต้น เพื่อให้ทีมช่างผู้เชี่ยวชาญวางแผนการติดตั้งได้อย่างตรงความต้องการของคุณมากที่สุดและประหยัดค่าเดินสายไฟมากที่สุด